Natthapong's profileรอยย่ำ...ของหมาบ้าPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
ศิลปะ และการออกแบบ
หนังสือ บทความ และการอ่าน
อย่าถือว่าเป็นการแนะนำเลยครับ ผมทำแค่เพียงบอกกล่าว...
กล้อง และการถ่ายภาพ
เดินทาง และการท่องเที่ยว
หนัง ภาพยนต์
ดนตรี
|
รอยย่ำ...ของหมาบ้าเชิญย่ำตาม...อย่างไม่สุขดีนัก
February 23 เส้นผม... กาลครั้งหนึ่ง ผมนั่งทานข้าวอยู่บนโต๊ะอาหารที่บ้าน ขณะที่ลิ้นกำลังเพลิดในรสชาด คู่ดวงตาผมจับจ้องเจอสิ่งแปลกปลอมในจานกับข้าว ผมเจอเส้นผม เส้นซึ่งผมคิดว่าเจ้าของคือแม่ของผมเอง
เหตุการณ์ดังเล่ามานี้ อาจเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญของบรรดาลูกๆ ผู้มักเจนกับการตักกับข้าวที่ปรุงโดยเจ้าของพระคุณสูงสุดของชีวิต ได้กับข้าวในรสชาดโอชาที่ลิ้นเรารู้จักมักคุ้นที่สุด ความธรรมดานี้ ทำให้ในหัวผมนึกถึงความอบอุ่น ละมุนกลิ่นความห่วงใยทุกชีวิตสมาชิกในวงอาหาร เหลือเฟือเวลาพอที่จะให้กันในยามกินกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แม้แม่จะเร่งรีบ มิทันระวัง พลาดให้เส้นผมสักเพียงหนึ่งเส้นตกลงให้ลูกๆ คุ้ยค้นหา แม่ไม่ต้องกังวล
ผมเคยได้เห็นบางใครมีความใฝ่รู้ในเจ้าของเส้นขนที่มักปะปนในอาหารที่ตั้งโชยกลิ่น และควันร้อนอยู่ตรงหน้า ด้วยจุดประสงค์สำคัญว่าจะเอาเลือดเอาเนื้อจากผู้ถูกถาม ความโกรธแค้นไม่พอใจนั้น มาจากการที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินแลกกับบริการ และรสชาดอันเลื่องลือไปแล้วนั้น ยังกลับต้องมาเจอกับสิ่งที่ไม่คาดคิดฝันสักวันจะเจอ เส้นผมเส้นที่มั่นใจว่าไม่รู้จัก และมั่นใจยิ่งกว่าว่าจะต้องเป็นต้นเหตุของความไม่สะอาดในอาหารราคาจานละหลายอิ่ม
ถึงตรงนี้ บรรดาลูกๆ ทั้งหลายที่มีโอกาสได้เจอเส้นผมของแม่แอบซุกซ่อนตัวในจานกับข้าวหอมกรุ่น ผมขอแสดงความยินดีกับลูกๆ ทั้งหลายเหล่านี้ ที่ยังมีโอกาสได้เจออยู่ และขอแสดงความเห็นใจกับลูกๆ อีกหลายต่อหลายลูก ที่โอกาสเจอเส้นผมของแม่ยามตักกับข้าวในแต่ละช้อนแต่ละชามเป็นศูนย์ หลากหลายเหตุผลนานาประการที่ไม่สามารถได้ลองลิ้มฝีมือการเข้าครัวของแม่ได้ ไหนจะต้องเดินทางขึ้นมาเรียน ไหนจะต้องวิ่งลงไปทำงาน หรืออาจจะด้วยเหตุผลที่แม่ของลูกๆ ผู้มากภาระเหล่านั้น ไม่สามารถเดินทางตามไปปรุงกับข้าวเพื่อเปลื้องความหิวออกจากลูกได้ เป็นเรื่องธรรมดาอีกเรื่องหนึ่งในสังคมที่ต้องการการยื้อแย่งแข่งขันแบบไม่รู้จักเพียงพอ
หรืออาจจะมีบางใครกล้าหลอกตัวเองได้อย่างแนบเนียนว่า เมื่อเปิดฝากล่องโฟมออก โปรยยิ้มให้ถุงน้ำปลาบวมเป่ง แล้วตักอาหารโภชนาเข้าปาก รสชาดก็จะเสมอเหมือนกับข้าวที่มือแม่ทำไม่มีผิดเพี้ยน ในที่สุดแล้ว เขากับแม่อยู่ไกลกันคนละพื้นที่ ต่างบ้าน ต่างตำบล ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ข้ามประเทศ ผมไม่รู้หรอกว่า จะมีลูกสักคนในเหล่านั้นบ้างหรือไม่ ที่อยากกลับไปเจอเส้มผมของแม่ในกับข้าวสักอย่าง ในอาหารสักมื้อ หากมี ผมเป็นกำลังใจให้โอกาสเจอที่นอนก้นนิ่งอยู่ที่ศูนย์มาเป็นเวลานาน ขยับขึ้นใกล้หนึ่งร้อยในเร็ววันทันท่วงที
ทุกวันนี้ผมยังมีโอกาสเจอเส้มผมของแม่ในจานกับข้าวอยู่บ้างนานๆ ครั้ง แต่ไม่ใช่ผมได้กินกับข้าวของแม่นานๆ ครั้งนะครับ ผมยังได้กินกับข้าวของแม่ผมทุกวัน โธ่! คุณครับ จะให้แม่ผมทำเส้นผมหล่นลงกับข้าวทุกวันได้ยังไงกันล่ะ?
เรื่องนี้เขียนทันทีหลังประสบเหตุการณ์จริง February 07 ทะเล ผมจำไม่ได้หรอกว่ารู้จักกับทะเลตั้งแต่อายุกี่ขวบปี และยิ่งไม่รู้ตัวว่าเริ่มหลงรักในเสน่ห์อันใดของเธอ รู้เพียงแต่ว่า ผมหลงรักเธอมากเหลือเกิน
สาเหตุที่ผมพอจะนึกได้ก็อาจจะเป็นเพราะว่าผมได้เที่ยวแต่ทะเล เที่ยวตั้งแต่วัยเยาว์ จนทุกวันนี้ชีวิตเข้าวัยเมา ทะเลก็ยังเป็นสถานที่แรกๆ ที่ผมนึกถึงยามร่างกายขาดแคลนการเดินทาง
หรืออาจจะมาจากภพท้องน้ำไกลกว้างสุดสองตา วางตันอนเรียบราบแนบสนิด บรรจบชิดเส้นขอบฟ้า แต่งเติมความงามให้สะดุดตามากยิ่งขึ้นด้วยการเชื้อเชิญดวงตะวันกลมแดงให้มาร่วมวงเฉิดฉายใกล้เส้นขอบฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการผุดดวงขึ้น หรือค่อยคล้อยลงจนมุดน้ำดำดิ่ง เป็นเวลาที่งดงามช่วงหนึ่งของชีวิต
แม้ยามค่ำคืนใครไม่ใคร่รีบนอน ขณะซุ่มเสียงแสงจากบนฝั่งได้จางลงไปบ้าง ขอให้ลองเหยียดฝ่าตีนมาสัมผัสเม็ดทราย เปิดโสตฟังเสียงคลื่นสาดซ่า ตาเบิกรูรับแสงให้กว้างที่สุด รับเอาภาพดวงดาวนับล้านยามที่พากันออกอวดโฉมบนท้องฟ้ามากมายจนแออัด เหลือพื้นที่ให้จันทร์นวลได้อวดโฉมเพียงเสี้ยวหนึ่ง
บางช่วงเวลา ผมมองเพ่งลึกลงไปในทะเล กลับรู้สึกได้ถึงความลึกลับที่ซ้อนเร้นอยู่มากมาย จึงไม่แปลกที่จะมีนิทานหลอกเด็ก ซึ่งว่าด้วยท้องทะเลมากมายจนเกลื่อนโลก
ทะเลยังเป็นแหล่งกำเนิดบทเพลงอีกมากมาย ในหลายยุคหลายสมัย หลากแนว มากมายอารมณ์ ทั้งสุข เศร้า เหงา โรแมนติก โหดร้าย รุนแรง หดหู่ หรือฮึกเหิมจนไม่อาจปักใจเชื่อได้ว่า แค่ความเป็นทะเลอย่างเดียว บันดาลสร้างอารมณ์ให้ผู้คนได้มากมายเพียงนี้
ทะเลมากมายที่ผมได้ไปสัมผัสเสน่ห์แสนเย้ายวนมาแล้ว แต่อีกมากมายกว่า ที่ผมยังไม่มีโอกาสได้สัมผัส ก็กลับตกหลุมรักอย่างง่ายดาย เพียงเธอปรากฏในรูปแบบ 2 มิติสีสวยตามหน้าหนังสือ ก็ทำให้ผมปลงใจว่า อย่างนี้แหล่ะถูกใจคอทะเลอย่างผมนักเชียว August 25 เที่ยว เที่ยว ท่านทั้งหลายคุ้นบ้างไหมกับคำคำนี้ ในหัวผมมันบอกถึงความหมายไว้ว่า การที่ร่ายกายได้เคลื่อนที่สู่สถานที่ที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งใหม่ๆ สองดวงตาเบิกกว้างรับภาพไม่ชินตา สมองบันทึกเรื่องราวเก็บไว้เล่าต่อความแก่ผู้ไม่อยู่ในการณ์ หัวใจพองโตเพราะต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้นให้เพียงพอต่อความตื่นเต้น
บางใครคนใดมีโอกาสไปกระทำการเที่ยวเป็นประจำธรรมดา เที่ยวในหน้าที่ เพราะใครเหล่านั้นมีหน้าที่ต้องเที่ยว ตัวผมเองเป็นคนโปรดการเที่ยว จึงไม่แปลกเลยสักนิดเดียวที่ผมนึกอิจฉาใครเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายต่อหลายใครที่นึกแขยงคำๆ นี้ขึ้นมาเมื่อถูกเอ่ยถึง พร้อมการให้เหตุผลบนหน้าอันโรยล้า ไม่มีเวลาว่างจากพิษภัยอันร้ายกาจเนื่องในวันทำงาน เพื่อแลกกับเงินทองเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน (ในหัวผมมีความเข้าใจว่าก็คงจะไม่พ้นวันทำงานอีกนั่นแหละ) สรุปให้หลายๆ ใครเหล่านี้ จงก้มหน้าก้มตาหาทรัพย์ที่จำป็นในการดำรงอาชีพต่อไป
มุนษย์ที่ผมรู้จัก มักจะไม่มีใครเที่ยวคนเดียว ดังนั้นการจะกระทำการจำเป็นต้องมีแนวร่วมเป็นปัจจัยหลัก สักกี่คนดี 2-3 คน หรือ 5-6 คน 20 เลยดีไหมเผื่อเหงา? จากนั้นหาสถานที่ที่ควร ใกล้ๆ ไม่ต้องค้างคืนเพราะมีบางคนค้างไม่ได้ หากค้างคืนได้ก็ไม่พ้นที่พัก ค่าที่พักสำหรับทุกคน ใครจะนอนกับใคร ยังไง? เดินทางยังไง? ค่ายานพาหนะ จัดข้าวของลงกระเป๋าทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น และการยกเลิกของแนวร่วมในเสี้ยวเวลาอันไม่ควร ทำให้ต้องมีการปรับแผน หรืออาจยกเลิกไปได้เลยกับการนั้น
ผมยังไม่ได้พูดถึงการนัดหมายวัน เวลาที่ดูจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญ และฝ่าฟันได้ยากยิ่งที่สุด แน่นอนว่าคงจะไม่เป็นปัญหาสำหรับการจัดเที่ยวสำหรับองค์กรต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้คนในองกรหยุดดำเนินการขององค์กร แล้วไปเที่ยวตามที่ที่มีมติขององค์กรกำหนดไว้ โปรแกรมการเที่ยวที่ถูกกำหนดให้ดำเนินตามวันเวลา
ผมชอบเที่ยว โดยไกลังที่จะต้องเที่ยวเพียงลำพัง ไม่กลัวเหนื่อยจนเที่ยวไม่ไหว แต่มักไม่ค่อยได้เที่ยว กลับนิ่งอยู่กับที่ เพราะถูกกระเป๋าสตางค์ของผมเองปฏิเสธเสียเป็นส่วนใหญ่ มันไม่เคยทำหน้าที่ในการบรรจุสตางค์เลย เพียงแค่ผมหวังจะได้มีโอกาสหอบหิ้วร่างกายได้เร่ไป ให้สองมือได้สัมผัสสองเท้าได้ไปย่ำเดิน สองตาได้เห็น และให้ผืนโลกทั้งใบกลมๆ นี้ ได้เชยชมความงามของตัวผมบ้างจะเป็นไร
ลองนึกภาพดูเล่นๆ บรรดาคณะพื้นดิน หิน ทราย ที่วางเกลื่อนตามผืนธรรมชาติ ใบไม้ที่ห้อยอยู่ตามสาขา ต้นไม้ที่ยืนต้นตระหง่าน จะมีทีท่าตื่นเต้นอย่างไร เมื่อเห็นผมเดินแบกเป้เดินดุ่ยดุ่ยไปเฉียดเข้า August 18 หมา หมา... มีใครบอกว่าเป็นคำ หยาบคาย ไม่สุภาพ หากเป็นดังที่หลายใครนั้นให้ความเห็น งานเขียนบทนี้จะเต็มไปด้วยความหยาบคาย ไม่เหมาะกับผู้ที่มีลักษณะนิสัยคุ้นชินกับความสุภาพอ่อนโยน จึงมิควรอ่านเพียงลำพัง หรือควรมีคนที่ถือนิสัยหยาบกระด้างคอยให้คำแนะนำ เพราะใครจะเรียก จะตั้งชื่อใหม่อย่างไร ช่างเขา แต่ผมจะเรียกพวกเขาว่า "หมา" ดังเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
หมามีสรรพคุณที่เชื่อถือได้มานาน เรื่องความซื่อสัตย์ จริงใจ กตัญญู ต่อผู้ที่มันรัก และไว้ใจ รวมไปถึงเจ้าของผู้เลี้ยงมันมาจึงเติบใหญ่ จนมีเขี้ยวเล็บไว้ทำร้ายศัตรูได้ ถึงกระนั้น มันก็ไม่เคยคิดใช้กับผู้มีพระคุณ หลักฐานจะปรากฎชัด ดังคำกล่าว "หมาเห็นเจ้าของ" มีคนนำเอาอาการลุกลี้ลุกลนจนนอกหน้าไปเปรียบเทียบกับอาการของหมาที่ดีใจจนสุดทนเมื่อเห็นเจ้าของ ผู้ซึ่งมันรัก กลับมา มีคนชื่นชมคุณลักษณะนิสัย จึงนำเอาไปเปรยกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันต่างๆ นานา ด้วยคำคุ้นหู ผมเข้าใจไปเองว่ามีความหมายในลักษณะชื่นชม
นิสัยหมา - แสดงออกตามที่ใจคิดไม่มีมารยา
ชาติหมา - เกิดมามีบุญ เพราะมี 4 ขาไว้ทรงตัว แถมยังมีหางไว้กระดิกแสดงอาการดีใจ ไว้จุกตูดเวลากลัว
หมาข้างถนน - รู้จักจุดยืนของตัวเอง เพราะถ้าเป็นหมากลางถนน คงถูกรถชนตาย
หมาหัวเน่า - น่าสงสาร ไม่มีใครรักษาแผลที่หัวให้ ปล่อยให้เรื้อรัง
หมาวัด - เป็นผู้ใกล้วัด ฝักใฝ่ในศีลธรรม ไม่เคยห่างอารามไปแสวงหามายาภายนอก
หน้าหมา - มีหลายหน้า เลือกเอาที่ถูกใจผู้พูดมาสักหนึ่งหน้า
หมาจรจัด - จำเป็นต้องเดินทางเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ
นี่เพียงแค่ตัวอย่าง ยังมีอีกมากมายถ้อยคำนัก ที่ชาติมนุษย์ นำเอาเพื่อนร่วมโลกใบนุ่นนิ่มนี้ มายึดถือปฏิบัติทางวาจาต่อชาติมนุษย์ตนอื่น ชาติมนุษย์บางท่านคงลืมหยุดคิดถึงความหมายที่มีนัยแฝง ทั้งความโกรธนั้นเข้ามาบดบังเสียมืดมิด ลืมไปว่า หมา นิสัยที่แท้จริงนั้น หาจุดบกพร่องได้ยากกว่านิสัยที่บรรจุแน่นอยู่ในร่างมนุษย์เพียงหนึ่งร่างเสียอีก
อยากรู้เสียเหลือเกินว่า หมา มันจะพูดถึงคนเราว่าอย่างไรบ้าง? หากพวกมันเห่าหอนเป็นภาษาให้มนุษย์ผู้ไม่เข้าใจภาษาสัตว์ใดเลยได้เข้าใจ
ดังนั้นแล้ว ผมจึงขอนำเอานิสัยบางอย่างของ หมา มาปฏิบัติเท่าที่ คนคนหนึ่งมีความสามารถจะนำมาปฏิบัติได้ จึงจากนี้ไปขอขาทั้งสี่จงช่วยกันเดิน ขอตีนทั้งสี่ จงช่วยกัยสร้างประโยชน์ตลอดทางเดินอันสะเปะสะปะ ของหมาบ้าตนนี้
แด่แรงบันดาลใจจากเพื่อนร่วมโลก ที่ปราศจากการสื่อสารผ่านทางคำพูด สักหนึ่งจอก... โฮ่ง! July 22 บันดาล ชีวิตเกิดมาเพียงครั้ง...และกำลังดำเนินการลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ มองย้อนกลับไปในเบื้องหลัง ทางที่เดินผ่านมา มีเพียงสิ่งเปล่า ว่าง ไม่มีแม้กระทั่งรอยเท้าของตัวเราเอง ไว้เล่าอ้างถึงการเดินทางที่ผ่านมานั้น ชีวิตที่ผ่านมา ช่างผ่านไปโดยสงบเหลือเกิน
ได้แต่นั่งคิด นอนคิด ปล่อยเวลาผ่านไป เส้นทางที่เดินมานั้นยาวขึ้น จุดจบข้างหน้าสั้นลง รอยย่ำของเท้าที่ก้าวเดินเริ่มชัดขึ้น เมื่อในหัวผมมีความคิดที่อยากจะเขียนหนังสือ เสมอเป็นการย่ำรอยก้าวนั้นให้หนักลง จนเกิดรอย หากบนเส้นทางนี้ไม่ได้เดียวดาย คงมีผู้มาพบรอยก้าวย่ำของผมบ้าง คิดเช่นนั้น...
ในหัวผมบอกว่ามนุษย์กลัว "ครั้งแรก" ผมเองก็เช่นกันกับครั้งแรก ที่จะเริ่มต้น เกิดคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่า เขียนอะไร? เขียนให้ใครอ่าน? ใครจะอ่าน? เขียนได้หรือ? คำถามเหล่านี้ และอีกหลายๆ เหล่า ที่ผมยังหาคำตอบที่ดีไม่ได้ บวกกับความคร้านที่ดูพวกมันดูจะสนิทสนมกับผมเหลือเกิน ทำให้การเริ่มต้นก้าวย่ำ ยังมาไม่ถึง ขณะที่เส้นทางเวลายังเดินทางต่อเรื่อยไป...
แรงบันดาลใจ! ผมคงขาดสิ่งนี้เป็นข้ออ้าง มันอยู่ที่ไหน ผมจะหามันมาได้อย่างไร เส้นทางที่เหลือจะหดสั้นอีกมากเพียงใด ผมจึงจะเดินทางมาพบแรงบันดาลใจ หากมันไม่ได้มีอยู่บนเส้นทางนี้ล่ะ ผมก็ไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งที่อยาก เส้นทางคงจะสิ้นสุดแบบสงบ ปราศจากหลักฐาน และเหตุผลของการเดินทาง หากเป็นดังที่กลัวไว้นั้นจริง ไม่ว่าใครก็คงอยากเดินย้อนกลับมายังจุดก่อนถึง เพื่อจะได้ทำสิ่งที่ไม่มีโอกาสได้ทำ หากแต่เพียงว่าเส้นทางที่เรากำลังสัญจรอยู่นี้ เป็นเส้นทางของกาลเวลา มันไม่อาจเดินย้อนได้เลยแม้เพียงเสี้ยวก้าว และในหัวผมเองเกิดการไม่แน่ใจอ่อนๆ ด้วยว่า หากเดินย้อนมาได้ผมจะกลับมาทำสิ่งที่คิดฝันไว้อีกหรือเปล่า ในเมื่อเวลาตามใจเราเสียขนาดนี้
ไม่รู้เวลาพาผมเดินมาไกลเท่าไหร่ ถึงตรงนี้ ก้าวย่ำแรกของผมเกิดขึ้นแล้ว ก้าวนั้นคือสิ่งที่ท่านได้อ่านจากบรรทัดแรก เรื่อยร่ายมาจนบรรทัดนี้ และบรรทัดต่อไป สมองที่ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวอักษร ทั้งความรู้สึกกลัวที่จะเขียน กับความรู้สึกกลัวที่จะไม่ได้เขียน ผมกลัวอย่างหลังมากกว่า จึงเริ่มลงมือ
แรงบันดาลใจมาจากไหน?
- มีคนกล่าวว่าแรงบันดาลใจของแต่ละสิ่ง ในแต่ละคนมาจากต่างที่ ต่างถิ่นกัน สำหรบของผมนั้นค่อนข้างจะแปลกอยู่สักหน่อย ที่ผมเข้าใจว่า "แรงบันดาลใจ" มันอยู่กับเราตลอดเวลาตั้งแต่แรกออกเดิน หากเพียงแต่เรายังไม่เข้าใจที่จะใช้มันต่างหาก ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในเส้นทาง ผมทำ ผมจำ ผมคิด ล้วนแล้วแต่กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจทั้งสิ้น บันดาลให้ผมกล้าทำในสิ่งที่กลัวมาตลอดการเดินทาง นั่นคือ "การเริ่มต้น" เพียงแค่เริ่มแล้วเดินต่อ ผมคงมีรอยเท้าของผมเอง ไว้เป็นสีสันในการเดินบนเส้นทางนี้สำหรับคนที่เดินตามมาทีหลัง เผื่อว่ารอยไหนสักรอย ก้าวไหนสักก้าวของผม จะกลายก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนเหล่านั้น ผู้คนซึ่งเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่ผู้เขาเหล่านั้น เริ่มออกเดินทีหลัง หรือเดินช้ากว่า เพราะมัวก้มเหลียวหา แรงบันดาลใจ
บางใคร อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วคำถามที่ถามตัวเองในตอนต้นล่ะ! หาใครมาตอบได้หรือยัง? ผมยิ้มกรุ้มกริ่มตอบให้ด้วยเสียงสดใสสว่าง ผมลืมไปแล้วครับ ว่าแรกนั้นได้ถามตัวเองไว้ว่าอย่างไรบ้าง
ขณะที่เขียนก็พยายามนึกถึงเนื้อหาครั้งแรก ก็ว่าพอจำได้เลาๆ แต่คิดไม่ออกว่าทำไมถึงไม่มีอยู่ในเนื้อหาอันใหม่เลย |
เข้ามาชมแล้ว แสดงตนให้ชื่นใจนิดนึงนะครับ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความสนใจจากทุกท่าน ขอบคุณครับสำหรับกำลังใจที่สวยงาม
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|